ข่าวประชาสัมพันธ์ » อิสราเอลกับเบื้องหลังการช่วย 13 ชีวิต

อิสราเอลกับเบื้องหลังการช่วย 13 ชีวิต

14 กรกฎาคม 2018
646   0

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในตลอด 15 วันที่ผ่านมาคนไทยและคนทั้งโลกก็ลุ้นและเอาใจช่วย 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ในที่สุดก็สามารถช่วยเด็กทั้งหมดออกมาได้ พี่น้องคริสเตียนที่รู้ข่าวก็ได้อธิษฐานเผื่อกันทั่วโลก

สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งก็คือในวันที่สองของการช่วยกู้ภัย จากรายงานของสำนักข่าวไทยได้เปิดเผยวีดีโอผ่านยูทุบ https:// www.youtube.com/watch?v=ki5_TeMR09 เกี่ยวกับประเทศอิสราเอลได้ส่งทีมกู้ภัยพร้อมเครื่องมือสื่อสารไฮเทคที่ยอดเยี่ยมมาช่วยในการกู้ภัยครั้งนี้ คือ Max-Merch เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ส่งได้ทั้งภาพและเสียงทางไกลโดยที่ไม่ต้องใช้สายโทรศัพท์ เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้สำหรับการป้องกันประเทศ และด้านอวกาศ ซึ่งมีราคาแพงมาก แต่ทางอิสราเอลได้นำมามอบและช่วยเด็กไทยของเรา นับเป็นความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง

ท่านผู้อ่านครับ ผมเคยเขียนถึงคนอิสราเอลว่า เป็นชนชาติที่พิเศษในโลกนี้เพราะพวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เพื่อจะประกาศพระบารมีของพระเจ้าเที่ยงแท้และทรงพระชนม์อยู่  ในช่วงเวลาที่เด็ก 13 คนติดอยู่ในถ้ำเราได้เห็นความเชื่อในเรื่องต่างๆ ที่แสดงออกมา ซึ่งก็เป็นจริงสำหรับบางคนเท่านั้นและไม่จริงสำหรับคนอื่นๆ อันนี้เราไม่ได้ว่ากัน  ผมได้เคยกล่าวถึงว่ามีความจริง 3 ระดับคือ
ความจริงระดับบุคคล   
คือ ความจริงที่เป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น เช่น คนหนึ่งดื่มกาแฟแล้วทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งดื่มกาแฟแล้วจะง่วงนอนมาก ในลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่าความจริงในระดับบุคคลที่ไม่เป็นจริงสำหรับทุกคน

ความจริงระดับท้องถิ่น คือ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับคนในสังคมนั้นๆ หรือในท้องถิ่นนั้น เช่น ในหมู่บ้านหนึ่งมีการเลี้ยงผีหมู่บ้าน มีการเรี่ยไรเงินเพื่อซื้อหมู เป็ด ไก่ มาบูชาผี คนในสังคมนั้นหรือในหมู่บ้านนั้นแต่ละครอบครัวก็ต้องร่วมมือกัน ถ้าหากว่าบ้านใดไม่มีส่วนร่วมก็จะมีอันเป็นไป เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะว่าผีบ้านทำให้เป็นอย่างนั้น คนในหมู่บ้านจะพบกับความจริงในลักษณะนั้น  แต่ว่าในหมู่บ้านอื่นๆ ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีการเลี้ยงผีหมู่บ้านก็ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดังนั้นในเรื่องอย่างนี้เป็นความจริงในระดับท้องถิ่นที่เรายอมรับว่าเป็นจริง

ความจริงระดับสากล  คือ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในโลก เช่น ถ้ามีคนขึ้นไปบนตึกสูงสิบชั้นแล้วพยายามที่จะกระโดดลอย ตัวกลางอากาศ ก็จะตกลงมา ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ในโลกนี้ ถ้าขึ้นไปที่สูงกระโดดลงมาก็จะตกเหมือนกัน  ที่เป็นอย่างนั้นเพราะมีแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดลงมา  หรือ 2+2 = 4 เป็นสูตรตายตัวสากล ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็ได้ออกมาเหมือนกัน

ท่านผู้อ่านครับ ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าเป็นความจริงสากลที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ผมเคยนำเสนอว่า มีเหตุผลห้าประการที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ามีพระเจ้า

ประการแรก  ธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา  โลกและจักรวาลมาจากไหน? มนุษย์มาจากไหน? ใครเป็นผู้สร้าง?  การที่เชื่อว่าโลกและจักรวาลเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้สร้างก็เหมือนกับการที่เชื่อว่า หนังสือเล่มที่มีหน้าปกและสารบัญบอกหน้าต่างๆ และจำนวนหน้านั้น มันเกิดขึ้นจากการระเบิดของโรงพิมพ์แห่งหนึ่งจึงเป็นเหตุให้กระดาษทั้งหลายรวมตัวกันประกอบเป็นรูปเล่มหนังสือขึ้นมา  กฎระเบียบไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองนอกจากว่า มีผู้จัดมันไว้  ดังธรรมชาติก็บ่งชี้ให้รู้ว่ามีผู้สร้าง และพระเจ้าบอกเราว่าพระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง
ประการที่สอง จิตสำนึกผิดชอบในตัวมนุษย์  จิตสำนึกผิดชอบเป็นพยานอันหนึ่งที่บอกให้รู้ว่ามีพระเจ้าและมนุษย์ถูกสร้างโดยพระเจ้า และพระองค์เป็นผู้ที่ใส่สิ่งนี้ไว้ในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งในสัตว์ทั้งหลายไม่มี
ประการที่สาม พระคัมภีร์ไบเบิล  พระคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสืออัศจรรย์ที่พระเจ้าได้ทรงดลใจให้มนุษย์เขียนขึ้น เพื่อเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโลก จักรวาล มนุษย์ และเกี่ยวกับพระเจ้า ให้มนุษย์สามารถรู้และเข้าใจถึงพระองค์ได้
ประการที่สี่ ชีวิตของพระเยซูคริสต์  ถ้าใครก็ตามกล้าที่จะศึกษาเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ด้วยจิตใจที่ถ่อมและเปิดใจให้กับความจริง ก็จะสามารถเชื่อได้ว่าพระเยซูคริสต์คือพระเจ้าที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสำแดงพระลักษณะของพระเจ้า จากการอัศจรรย์ที่ทรงกระทำ เช่น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนตาบอดมองเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนตายแล้วเป็นขึ้นมาจากความตาย โดยเฉพาะอย่างการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์เอง การที่พระเยซูเสด็จกลับสวรรค์ในลักษณะที่ทรงพระชนม์อยู่  และทรงกล่าวถึงมีพยานหลายคนที่กล่าวถึงพระองค์
ประการที่ห้า คนอิสราเอล  ชนชาตินี้เป็นชนชาติที่พิเศษในโลกนี้ เพราะพวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เพื่อจะประกาศพระบารมีของพระเจ้าเที่ยงแท้และทรงพระชนม์อยู่ ให้แก่คนในโลกได้เห็น คนอิสราเอลเป็นชนชาติที่ฉลาดกว่าชาติใดๆในโลกนี้

       ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความเชื่อในเรื่องต่างๆนั้นมีความจริงผสมอยู่ แต่จะจริงในระดับไหนนั้นสามารถที่จะวัดได้ว่าความเชื่ออย่างนั้นกระทบใครบ้าง ถ้าคนอื่นไม่เชื่ออย่างที่คนนั้นหรือกลุ่มนั้นจะมีผลอะไรไหม? เช่นคนญี่ปุ่นเชื่อว่า เทพเจ้าเป็นผู้เลือกพวกเขา ดังนั้นพวกเขามีความพยายามและความทะเยอทะยานสูงและเชื่อว่าเทพเจ้าของเขาอยู่ทุกแห่งหน พวกเขาใส่ใจอนุรักษ์มากและรักษาความสะอาด ก่อนวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี คนญี่ปุ่นจะมีการทำความสะอาดบ้านเพื่อเชื่อว่าเทพเจ้าของเขาจะลงมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในบ้านให้หมดไป  ท่านจะเห็นว่าความเชื่อนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก  ทีนี้ให้มาพิจารณาความเชื่อในพระเจ้าว่าเกี่ยวข้องกับโลกอย่างไร แนวความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวสูงสุดตอบคำถามและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนในโลกดังนี้ พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ และมนุษย์ได้ทำบาป พระเจ้าจึงได้จัดหนทางแห่งการพ้นโทษบาปให้มนุษย์  พระเจ้าจะทรงพิพากษามนุษย์ทุกคนในวันสิ้นโลก ท่านผู้อ่านครับ พระเจ้าองค์นี้ได้เลือกใช้สิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์สามประการดังนี้

ประการที่หนึ่ง  เผ่าพันธุ์หนึ่ง  พระจ้าทรงเลือกคนหนึ่งให้ขยายเผ่าพันธุ์และเป็นตัวอย่างให้กับชาวโลก คนนั้นคืออับราฮัม และพงศ์พันธุ์ของท่านคือ อิสราเอล  ชนชาติทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีชาติไหนที่จะสามารถสืบหาต้นตระกูลของเขาได้อย่างคนอิสราเอล ถ้าเราจะสืบหาต้นตระกูลของเรา เราอาจจะสืบหาได้ไม่กี่ชั่วอายุคน แต่คนอิสราเอลเขาสามารถกล่าวถึงต้นตระกูลเขาได้อย่างภาคภูมิใจว่าเขามีอับราฮัมเป็นต้นตระกูลของเขา พระเจ้าได้สัญญาว่าจะส่งพระผู้ช่วยให้รอดของโลกผ่านมาทางเชื้อสายของท่านคือ        อิสอัคลูกชาย  อิสอัคมีลูกชื่อยาโคบ  และยาโคบ มีลูกชาย 12 คนกลายมาเป็นต้นตระกูลของคนอิสราเอล 12 เผ่า ถ้าท่านจะถามคนยิว(คนอิสราเอล)ในเวลานี้ว่าเขามาจากเผ่าไหน เขาจะตอบท่านได้ว่ามาจากเผ่าไหน ใน 12 เผ่านี้ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้พระเยซูคริสต์มาเกิดในเผ่ายูดาห์  ซึ่งพระเจ้าได้สัญญากับกษัตริย์ดาวิด(เป็นคนเผ่ายูดาห์)ว่าจะให้พระผู้ช่วยให้รอดของโลกมาเกิดจากเชื้อสายของท่าน   ดังนั้นในวันที่พระองค์ประสูติทูตสวรรค์ได้มาแจ้งกับคนเลี้ยงแกะดังนี้  “อย่ากลัวเลย เพราะดูเถิด เรานำข่าวดีมา ยังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง 11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสต์เจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด…”

ประการที่สอง ผืนดินหนึ่ง  คือประเทศอิสราเอล  พระเจ้าได้เลือกแผ่นดินผืนนี้เพื่อใช้เป็นเวทีที่พระองค์จะสำแดงให้โลกรู้ว่าพระเจ้าเกี่ยวข้องกับแผ่นดินนั้นอย่างไร และแผ่นดินนั้นเกี่ยวข้องกับโลกอย่างไร พระเจ้าไม่ได้เลือกประเทศอเมริกาหรือประเทศอังกฤษเพื่อใช้ในการสำแดงพระบารมีของพระองค์ แต่พระองค์เลือกประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่ห้อมล้อมไปด้วยศัตรู แต่สามารถที่จะยืนผงาดอย่างสง่าผ่าเผย การเคลื่อนไหวใดๆของประเทศนี้ส่งผลต่อคนทั้งโลก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะแผ่นดินที่คนอิสราเอลครอบครองอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นแผ่นดินที่พระเจ้าทรงมอบให้กับคนอิสราเอลตั้งแต่สมัยประมาณ 3500 ปีก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดในโลกนี้  ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะครอบครองแผ่นดินนี้เป็นของคนเจ็ดชาติคือ คนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส  แต่ปรากฏว่าชนชาติเหล่านี้ได้ทำบาปและไม่ยอมกลับใจเลิกทำบาป พระเจ้าจึงทรงพิพากษาลงโทษคนเหล่านั้นโดยการให้คนอิสราเอลเข้าไปยึดครอง  ชนเจ็ดชาตินี้ได้ล้มหายตายจากโลกไปหมดแล้ว เมื่อคนอิสราเอลได้เข้าไปยึดครองและตั้งประเทศขึ้นมา กษัตริย์ดาวิดได้ตั้งเมืองหลวงคือกรุงเยรูซาเล็ม  อิสราเอลได้ครอบครองแผ่นดินประมาณ 400 กว่าปีในที่สุดกรุงเยรูซาเล็มตกไปอยู่ใต้อำนาจของบาบิโลนใน กคศ. 538  และคนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย 70 ปี  ต่อมาได้กลับมาสู่ประเทศอีกในสมัยกษัตริย์ไซรัส อาณาจักรเปอร์เซีย หลังจากที่อิสราเอลสูญเสียประเทศและกรุงเยรูซาเล็มไป หลังจากนั้นอิสราเอลไม่เคยที่จะได้กลับไปครอบครองแผ่นดินนี้อย่างเต็มรูปแบบ ในสมัยที่พระเยซูคริสต์เกิดเวลานั้น ประเทศอิสราเอลและเยรูซาเล็มอยู่ภายใต้การปกครองของโรม และโรมก็ทำลายล้างคนยิวและเยรูซาเล็มใน คศ.70 หลังจากนั้นคนอิสราเอลต้องกระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นเวลาเกือบสองพันปี  คนอิสราเอลได้กลับมารวมตัวเป็นประเทศอีกครั้ง และประกาศตั้งเป็นประเทศ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1948  และเพิ่งมีการฉลองครบรอบ 70 ปีของการตั้งเป็นประเทศ ดังนั้นการที่ประเทศอเมริกาประกาศสนับสนุนให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลจึงมีความหมายมากสำหรับอิสราเอล  ท่านผู้อ่านครับ  หลักฐานนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นเป็นความจริงที่เกี่ยวข้องมนุษย์ทุกคนในโลกจนถึงวันนี้ เพราะการกลับมาเป็นประเทศของอิสราเอลเป็นไปตามคำพยากรณ์ของพระเยซู ในมัทธิว 24.32,33  “จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ  เมื่อแตกกิ่งแตกใบ  ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว เช่นนั้นแหละ  เมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่งเหล่านั้นก็ให้รู้ว่า  พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น ฟ้าและดินจะล่วงไป  แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย”  ชนชาติอิสราเอลได้รับการลงโทษจากพระเจ้าต้องระหกระเหินไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ เป็นเวลาเกือบสองพันปี และได้กลับไปรวมตัวเป็นประเทศใหม่ เขาเป็นเหมือนต้นมะเดื่อที่ถูกตัดออกจากลำต้น ขณะนี้กำลังแตกกิ่งแตกใบใหม่ นับตั้งแต่วันที่อิสราเอลได้กลับมาครอบครองดินแดนปาเลสไตน์ พวกเขาก็ได้พลิกฟื้นพื้นดินที่แห้งแล้ง เป็นป่าเป็นหนามให้กลายเป็นแผ่นดินที่เขียวชอุ่ม สามารถเพาะปลูกได้ และส่งผลิตผลทางการเกษตรไปขายทั่วโลก และทุกวันนี้คนยิวได้หลั่งไหลกลับมาบ้านของตนจากประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกที่ล้มหายตายจากโลกไปตั้งสองพันปีแล้วยังสามารถที่จะมารวมตัวกันเป็นประเทศได้อีกเหมือนกับที่คนอิสราเอลได้ทำ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะอิสราเอลคือตัวละครของพระเจ้าที่เป็นพยานให้โลกรู้ว่าพระเจ้ามีจริงและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนในโลก

ประการที่สาม  กรุงเยรูซาเล็ม
       พระเจ้าได้เลือกเมืองหลวงชื่อว่า เยรูซาเล็ม เป็นเมืองที่พระเจ้าจะใช้เขย่าโลก และปลุกโลกให้ตื่น ถ้าจะถามว่าใครมีสิทธิที่จะแบ่งประเทศต่างๆให้กับคนในโลกนี้ คำตอบก็ต้องเป็นเจ้าของโลกเท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะแบ่งเขตแดนของแผ่นดินต่างๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนหรือประเทศใดๆ ที่สามารถอ้างตัวเองว่าเป็นเจ้าของโลก แม้ว่าประเทศนั้นจะมั่งคั่งด้วยทรัพยากรต่างๆ และรุ่งเรืองในด้านต่างๆ  มีแต่พระเจ้าพระผู้สร้างโลกแต่พระองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการที่จะแบ่งเขตแดนและมอบหมายให้กับชนชาติต่างๆ  ถ้าจะกล่าวถึงความสำคัญของกรุงเยรูซาเล็ม เราสามารถที่จะกล่าวได้ว่า ไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกที่ให้ความสำคัญกับกรุงนี้เท่ากับพระคัมภีร์ไบเบิล ที่ได้กล่าวถึงเยรูซาเล็มถึง 667 ครั้งในพระคัมภีร์เดิม และ 144 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่  ดังนั้นถ้าพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงเยรูซาเล็มถึง 811 ครั้ง ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ  พระเจ้าได้สัญญาว่าพระองค์จะอยู่ที่นั้น  “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์จากศิโยน พระองค์ผู้ทรงพำนักอยู่ในเยรูซาเล็ม จงสรรเสริญพระเยโฮวาห์เถิด” (สดุดี135:21)

คำว่าเยรูซาเล็มปรากฏครั้งแรก

      พระคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถึงแม้ว่าชาวโลกไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็มีความจริงทุกอย่างในนั้นที่โลกไม่สามารถที่จะคัดค้านได้  จากพระคัมภีร์ โยชูวา 10:1  ต่อมาเมื่ออาโดนีเซเดกกษัตริย์เมืองเยรูซาเล็มได้ยินว่า โยชูวาได้ยึดเมืองอัย และทำลายเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิงแล้ว ท่านได้กระทำต่อเมืองอัยและกษัตริย์ของเมืองนี้อย่างเดียวกับที่ได้กระทำต่อเมืองเยรีโคและกษัตริย์ของเมืองนั้น และทราบด้วยว่า ชาวเมืองกิเบโอนได้กระทำสันติภาพกับอิสราเอลและอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว  นี้ได้กล่าวถึงเป็นครั้งแรกว่าเมืองเยรูซาเล็มในเวลานั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองที่ชื่อว่า “อาโดนีเซเดก” และเป็นเมืองที่พระเจ้าพิพากษาแล้วว่าจะต้องถูกทำลายเพราะความบาป ในบรรดาเมืองเหล่านั้นสุกงอมมาถึงพระพักตร์พระเจ้าที่พระองค์ต้องลงโทษเขา  พระเจ้าได้มอบแผ่นดินแห่งนั้นให้กับชนชาติอิสราเอลเข้าไปครอบครอง  ซึ่งต่อกษัตริย์ดาวิดได้ใช้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง  คนอิสราเอลได้ครองกรุงเยรูซาเล็มและแผ่นดินแถบนั้นตลอดมาจนกระทั่งในปี กคศ. 538  ประเทศมหาอำนาจบาบิโลนได้มายึดกรุงเยรูซาเล็มเผาทำลายและกวาดต้อนผู้คนออกจากเยรูซาเล็มไปเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปี แต่ก็ไม่ได้กวาดต้อนไปทั้งหมดได้ทิ้งคนยากจนไว้อยู่ที่แผ่นดินนั้น ในการที่ประเทอิสราเอลและกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายก็เป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้าที่พิพากษาลงโทษคนอิสราเอล พระเจ้าได้ทรงตักเตือนแล้วว่าถ้าหากพวกเขาไม่เชื่อกฎเกณฑ์คำสอนที่พระองค์ให้ไว้ พระเจ้าจะปล่อยให้ศัตรูมารบกวนความสงบสุขของเขา หากยังไม่กลับใจพระเจ้าจะให้ศัตรูมาทำลายกรุงและแผ่นดินของเขาและพวกเขาจะต้องออกไปจากแผ่นดินนั้น ดังนั้นกรุงเยรูซาเล็มและแผ่นดินอิสราเอลต้องถูกยึดครั้งแรกโดยประเทศมหาอำนาจบาบิโลน จากนั้นเป็นต้นมากรุงเยรูซาเล็มไม่ได้กลับคืนมาเป็นของอิสราเอลอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แผ่นดินผืนนั้นได้ถูกยึดครองและเปลี่ยนมือจากบาบิโลนไปเป็น อาณาจักรมิโดเปอร์เซีย กรีก และอาณาจักรโรม ในสมัยที่พระเยซูคริสต์ทรงประสูติอยู่ใต้อำนาจการปกครองของโรม  ต่อมาในปีค.ศ.ที่ 70 พวกยิวคิดกบฏต่อโรมจึงถูกปราบและกรุงเยรูซาเล็มก็ถูกทำลายจนราบคาบ คนอิสราเอลต้องกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคนยิวส่วนหนึ่งที่อยู่ที่นั้นมาตลอด  ต่อมาคนยิวที่อาศัยอยู่แถบเยรูซาเล็มก็มีการก่อกบฏต่อโรมอีกครั้งหนึ่งในคริสตศักราช 135 แต่ทำไม่สำเร็จถูกปราบโดยจักรพรรดิเฮเดรียนอย่างเหี้ยมโหด  หลังจากนั้นจักรพรรดิเฮเดรียนก็ได้ตั้งชื่อให้กับแถบภูมิภาคนั้นเสียใหม่ว่า “ปาเลสไตน์” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ของอิสราเอลที่เป็นแคว้นยูเดีย สะมาเรีย กาลิลี ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ตามชื่อศัตรูเก่าของอิสราเอลที่เคยครอบครองมาก่อน ดังนั้นแผ่นดินนี้จึงไม่ใช่ของคนปาเลสไตน์มาแต่ก่อนและไม่ใช่ของคนอิสลาม แต่เป็นการเข้ามาครอบครองภายหลังในสมัยศาสดาโมฮามัด ซึ่งท่านมาหลังพระเยซูคริสต์ 600 กว่าปี พระสัญญาของพระเจ้าที่ให้ไว้กับอับราฮัม  อิสอัค  ยาโคบ และลูกหลานของท่านเป็นพระสัญญานิรันดร์ที่จะต้องสำเร็จ          

ท่านผู้อ่านครับ ทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าแนวความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวผู้สูงสุด ได้ตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนในโลก  พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ และมนุษย์ได้ทำบาป พระเจ้าจึงได้จัดหนทางแห่งการพ้นโทษบาปให้มนุษย์  พระเจ้าจะทรงพิพากษามนุษย์ทุกคนในวันสิ้นโลก เราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในวันนั้น  ขอท่านได้ไตร่ตรอง ขอพระเจ้าอวยพร (อาเมน)

ท่านอ่านแล้วมีความประสงค์จะแสดงความคิดเห็นหรือศึกษาเพิ่มเติมเชิญที่ คริสตจักรล้านนาแบ๊พติสต์  221 ถนนเลี่ยงเมือง หมู่ 12  ต.ชมพู อ.เมือง  ลำปาง 52000 โทร. 089-9625557, 080-6066205, 081-3866644  ศิษยาภิบาล  ศาสนาจารย์ ดร.ศรีโทน กองแก้ว  E-mail skongkaw.k@gmail.com





error: Content is protected !!